top of page

โปรแกรม ทริป พุกาม – มัณฑะเลย์

Description




Day 1


10.00 น. พบกัน ณ บริเวณจุดนัดหมายภายในสนามบินดอนเมือง เพื่อเช็คชื่อก่อนเช็คอิน และโหลดสัมภาระ


12.20 น. ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ส เที่ยบิน 8M361 Full Course Service มีบริการเครื่องดื่มอาหารว่างบนเครื่อง  น้ำหนักสัมภาระ 30 ก.ก.ทั้งไปและกลับ


13.40 น. ถึงยังสนามบินมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จากนั้น รับสัมภาระและนำทุกท่านขึ้นรถบัสปรับอากาศออกเดินทางจากสนามบินเดินทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ตามโปรแกรม


 - วัดชเวนันดอว์  วิหารชเวนันดอว์ ตำหนัก วัง พระที่นั่งทองคำ ในอดีตเคยเป็นวังในเขตพระราชวังมาก่อน สร้างขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 (พุทธศตวรรษที่ 24) เป็นงานฝีมือช่างหลวงไม้แกะสลักสมัยพระเจ้ามินดงเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดจากภัยของสงคราม เนื่องจากพระราชวังต่างๆในแถบมัณฑะเลย์ถูกระเบิดฝ่ายสัมพันธมิตรทำลายลงทั้งหมดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุที่รอดจากการทำลายครั้งนั้น เนื่องจากพระเจ้าตีปอทรงโปรดให้ย้ายตัวอาคารหลังดังกล่าว เพื่อสร้างวัดชเวนันดอร์ หลังจากพระเจ้ามินดงผู้เป็นพระราชบิดาได้เสด็จสวรรคตในอาคารหลังนี้ แต่เดิมวิหารแห่งนี้เคยหุ้มด้วยทองประดับกระจกสีทั้งภายในและภายนอก ปัจจุบันที่ยังเหลือให้เห็นอยู่บ้างจะเป็นบริเวณเพดานเท่านั้น ด้านในของตัววิหารยังมีพระแท่นของพระเจ้าตีปอกับบัลลังก์ที่ย่อส่วนจำลองมาจากของจริงนั้นและภาพไม้แกะสลักเรื่องพุทธชาดกภายในพระอารามอีกด้วย  หลังจากที่พระเจ้ามินดงสิ้นพระชนม์ลงที่อารามแห่งนี้ พระเจ้าตี่ป่อก็โปรดให้ย้ายวัดชเวนันดอร์ออกมาไว้ยังที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเขตของพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งนับว่าเป็นการดี เพราะต่อมาพระราชวังมัณฑะเลย์ก็ถูกทำลายลงในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่วิหารชเวนันดอร์ไม่ถูกทำลายและยังหลงเหลือความงดงาม วิจิตรตระการตาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม


 - วัดกุโสดอ เป็นวัดที่พระเจ้ามินดงสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 ซึ่งถือเป็นการสังคายนาครั้งแรกในรอบ 2,000 ปี โดยได้จารึกเป็นอักษรพม่า ที่ถอดความมาจากภาษาบาลีไว้บนแผ่นหินขนาดใหญ่ทั้งหมด 729 แผ่น แต่ละแผ่นจะอยู่ในครอบมณฑป ซึ่งตั้งอยู่โดยรอบวัด ต้องเริ่มอ่านจากทิศตะวันออกวนตามเข็มนาฬิกา ในวัดมีต้นพิกุลปลูกเป็นแถว มีต้นหนึ่งที่มีขนาดเท่ากับสิบคนโอบซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี มีเจดีย์ที่เลียนแบบมาจากชเวซิกองในพุกาม หนังสือกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า วัดนี้มีพระไตรปิฎกใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันแผ่นหินอ่อนที่แกะสลักพระไตรปิฏกจำนวน 729 แผ่นได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลกจากองค์การยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


  - มัณฑะเลย์ฮิลล์   มัณฑะเลย์ฮิลล์ เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่ตั้งอยู่บนภูเขามัณฑะเลย์ความสูง 236 เมตร และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองมัณฑะเลย์ นอกจากจุดชมวิวแล้ว ด้านบนภูเขายังมีวัด วิหาร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายให้สักการะบูชา โดยนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสวยงามมาก มัณฑะเลฮิลล์ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆ กับในช่วงที่มีการสร้างเมืองมัณฑะเลย์ขึ้นมาในสมัยของพระเจ้ามินดง พื้นที่ด้านบนมีปูชนียสถานสำคัญๆ เช่นวิหารบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพระบรมธาตุที่ขุดพบที่แคว้นคันธารราษฎร์ ในประเทศอินเดีย และวิหาร “ซูตองพญา” ซึ่งมีรูปทรงคล้ายมณฑปครอบพระมหามัยมุนี ภายใต้วิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระสมณโคดม รอบวิหารมีระเบียงสำหรับชมทัศนียภาพเมืองมัณฑะเลย์ และสามารถมองเห็นแม่น้ำอิระวดี พระราชวังมัณฑะเลย์ และวัดกุโสดอว์

จากนั้น  นำทุกท่านไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน (1)

สมควรแก่เวลา นำทุกท่านเดินทางเข้าสูที่พัก โรงแรม Yi-Link Mandalay  พักผ่อนตามอัธยาศัย ราตรีสวัสดิ์มัณฑะเลย์






Day 2


06.00 น. อรุณสวัสดิ์มัณฑะเลย์ /สรีระกิจ


06.45 น. รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ณ ห้องอาหารโรงแรม (2)


07.45 น. ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังเมืองพุกาม (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง แต่จะแวะพักให้ท่านได้ยืดเส้นยืดสาย เป็นระยะ)


12.45 น. ถึงยังเมืองมรดกโลกพุกาม


13.00 น. นำทุกท่านรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (3)


13.45 น. นำทุกท่านออกเดินทางท่องเที่ยวในเขตพุกามเมืองเก่าที่งดงามไปด้วยทุ่งเจดีย์ที่รายล้อมไปทั่วบริเวณ พุกาม เป็นเมืองโบราณที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ในภาคมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 13 เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรพุกาม อาณาจักรแห่งแรกของชาวพม่า ในช่วงรุ่งเรืองสูงสุดของอาณาจักรระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึง 13 มีวัด เจดีย์ และอาราม กว่า 10,000 แห่ง ถูกสร้างขึ้นบนที่ราบพุกามเพียงแห่งเดียว ซึ่งยังคงมีวัดและเจดีย์กว่า 2,200 แห่งที่ยังคงอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน


 - วัดกูพะย๊อกจี หรือ วัดกุบยางจี (Gubyaukgyi Temple) สร้างโดยพระโอรสของพระเจ้าจันสิทธะ สิ่งที่โดดเด่นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดในพุกาม และออกแบบให้แสงจากภายนอก ส่องเข้าหาองค์พระพุทธรูป ทำให้ดูสวยงาม และภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเหลือมากที่สุด เป็นภาพพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ที่แห่งนี้ถือว่าเป็นที่ที่สวยที่สุดในพุกามก็ว่าได้

1. วัดพญาตองซู

2.เจดีย์ Iza Gawna

3.วัดจุฬามณี

4.วัดกุปยางจี

5.วัดโลกะนันดา


16.45 น. นำทุกท่านลงเรือล่องแม่น้ำอิระวดีเพื่อชมภูมิทัศน์ของเมืองพุกาม พร้อมชมพระอาทิตย์อัสดงเหนือแม่น้ำอิระวดี

สมควรแก่เวลา นำทุกท่านออกเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (4)


19.00 น. นำทุกท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม Arthawka hotel bagan  พักผ่อนตามอัธยาศัย ราตรีสวัสดิ์พุกาม (ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำ)





Day 3


06.00 น. อรุณสวัสดิ์พุกาม /สรีระกิจ


06.45 น. รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ณ ห้องอาหารโรงแรม (5)


07.45 น. ล้อหมุนออกเดินทาง นำทุกท่านไปท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในเขตพุกามเมืองเก่า


1.เจดีย์ชเวซิกอง  หนึ่งในห้ามหาสถานที่คนพม่าให้ความเคารพนับถือสูงสุด เป็นต้นแบบเจดีย์แบบพม่า การก่อสร้าง เจดีย์ชเวซิกอง เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธามังช่อ (พ.ศ. 1587–1620) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรพุกามใน พ.ศ. 1602–1603 และเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 1645 ในรัชสมัยของพระเจ้าจานซิต้า ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาพระเจดีย์ได้รับความเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติทางธรรมชาติจำนวนมากและได้รับการบูรณะใหม่หลายครั้ง ในการบูรณะเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการบูรณะโดยใช้แผ่นทองแดงกว่า 30,000 แผ่น อย่างไรก็ตามฐานระเบียงเจดีย์ระดับล่างยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม เชื่อกันว่าเจดีย์ชเวซิกองเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุและพระทันตธาตุของพระโคตมพุทธเจ้า พระเจดีย์มีรูปทรงระฆังคว่ำมีการปิดประดับทองคำเปลว ฐานเจดีย์มีหลายชั้น เจดีย์เป็นทรงตัน ฐานระเบียงเจดีย์มีแผ่นภาพเคลือบปูนปั้นเล่าเรื่องในนิทานชาดก ที่ทางเข้าของเจดีย์มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของผู้ปกป้องศาสนสถาน บริเวณโดยรอบล้อมด้วยวิหารและศาลเจ้าขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สี่องค์ของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ทั้งสี่ทิศ ที่ด้านนอกเขตเจดีย์มีวิหารนะ 37 ตน โดยมีท้าวสักกะหรือพระอินทร์เป็นหัวหน้านะ สร้างจากไม้แกะสลักอย่างประณีตตามแบบศิลปะพม่า บริเวณเจดีย์ชเวซี่โกนยังมีเสาหินที่จารึกเป็นภาษามอญในสมัยพระเจ้าจานซิต้า


2.อานันทวิหาร  คือมหาวิหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองพุกาม ประเทศพม่า เริ่มสร้างขึ้นในปี

พ.ศ.1633 แล้วเสร็จในปีต่อมา ในรัชกาลพระเจ้าจานสิตา มีความสำคัญในฐานะได้รับการยกย่องว่าเป็น "เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม" เมื่อก่อนยอดพระเจดีย์ยังเป็นสีขาวเหมือนกับพระเจดีย์องค์อื่นๆ ของพุกาม แต่รัฐบาลพม่าได้มาทาสีทองทับเมื่อปี พ.ศ. 2533 เพื่อสมโภชการสร้างอานันทวิหารครบรอบ 900 ปี อานันทวิหารเป็นพระเจดีย์ที่สามารถเดินเข้าไปข้างในได้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่น 4 ทิศ ประตูทางเข้าเป็นประตูโค้ง (arch) ที่มักพบเห็นในสถาปัตยกรรมตะวันตกมากกว่าตะวันออก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนไม้ปิดทอง สี่ทิศ สี่องค์ สูง 9.5 เมตร ประกอบด้วย

  1. พระกกุสันโธพุทธเจ้า ประจำทิศเหนือ (องค์เดิม แท้จริงแล้วประจำทิศตะวันออก)

  2. พระโกนาคมนพุทธเจ้า ประจำทิศตะวันออก (สร้างใหม่)

  3. พระกัสสปพุทธเจ้า ประจำทิศใต้ (องค์เดิม)

  4. พระโคตมพุทธเจ้า ประจำทิศตะวันตก (สร้างใหม่)


3.วัดติโลมินโล

คนไทยเรียกว่า วัดฉัตรตั้ง เป็นวัดพระเจดีย์ในพุกาม ประเทศพม่า สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไชยสิงขะ ในราวปี ค.ศ. 1211-1231 พระเจดีย์แห่งนี้สูง 3 ชั้น 46 เมตร และสร้างด้วยอิฐ วัดนี้เป็นที่รู้จักสำหรับประติมากรรมปูนพลาสเทอร์ที่โดดเด่นและบนชั้นหนึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป 4 พระองค์ พระเจดีย์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวพุกามในปี ค.ศ. 1975

พระเจ้านรปติสี่ตู่ทรงมีราชบุตรหลายพระองค์ ทั้งที่เกิดแต่อัครมเหสีและพระชายา เมื่อทรงตัดสินใจแต่งตั้งกษัตริย์พระองค์ต่อไป ตามธรรมเนียมพระองค์จะต้องตั้งบุตรในอัครมเหสี แต่พระองค์ทรงเคยรับปากพระชายาองค์หนึ่งว่าจะทรงพิจารณาราชบุตรจากชายาองค์นี้ให้ขึ้นครองราชย์ด้วย ดังนั้นพระองค์จึงตัดสินใจใช้ "ฉัตรเสี่ยงทาย" โดยทรงตั้งฉัตรอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ไว้ตรงกลาง แล้วให้ราชบุตรแต่ละพระองค์มานั่งล้องวงกัน หากฉัตรล้มลงแล้วปลายฉัตรชี้ไปที่ราชบุตรองค์ใดนั้น ก็จะทรงแต่งตั้งเป็นกษัตริย์สืบต่อไปจากพระองค์ ซึ่งปรากฏว่าปลายฉัตรชี้ไปที่เจ้าชายชัยสิงห์ ซึ่งเป็นราชบุตรอันเกิดแต่ชายา ชาวพม่าจึงเรียกพระเจ้าไชยสิงขะว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” และเมื่อทรงขึ้นครองราชย์จึงทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ ณ บริเวณที่พระราชบิดาเอาฉัตรเสี่ยงทาย และเรียกว่า “เจดีย์ติโลมินโล”


4.วิหารอุปาลีเต็ง

วิหารอุปาลี แห่งนี้รูปทรงสถาปัตยกรรมดูแปลกตากว่าวิหารอื่นๆ  ด้วยมีลักษณะคล้ายกับวิหารที่รับศิลปะเขมรเข้ามา ทั้งรูปแบบของอาคารหลัก รวมถึงหลังคา เพียงแต่มีขนาดเล็ก  สร้างโดยพระอุปาลี  ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนสีเต็มผนังที่ยังคงปรากฏให้เห็นความงดงามและเรื่องราววิถีชิวิตตลอดจนเรื่องราวพุทธประวัติศิลปะ ลวดลายพรรณพฤกษาเครือเถาว์ ดาวเพดานประดับศิลปะพม่าที่งดงามยิ่ง ในวิหารยังประดิษฐานพระประธานปูนปั้นประดับศิลปะพม่าที่งดงามเช่นกัน


12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (6)


 5.วัดธรรมยางจี

วัดธรรมยางยี เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในพุกาม พื้นที่โดยรอบของวัดนั้นทุกด้านยาวเท่ากันคือ 255 ฟุต ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของกำแพงเมืองในอาณาจักรพุกาม ภายในวัดประดิษฐานพระเจดีย์องค์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็น 1 ใน 4 ของเจดีย์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของพุกาม มีนามว่า ‘เจดีย์ธุ’ (Dhu) ซึ่งมาจากคำว่า ‘ธรรมยาน’ หมายถึง ‘ความแข็ง แกร่งที่สุด’ ตัววิหารตกแต่งด้วยศิลปะของตะวันออกอย่างผนังอิฐ ซึ่งเป็นงานชั้นสูงของอาณาจักรพุกาม ‘พีระมิดแห่งดินแดนตะวันออก’ เป็นคำกล่าวขานของนักโบราณคดีชาวต่างชาติถึงวัดธรรมยางจี เพราะหากมองจากบนท้องฟ้าแล้ว วิหารแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายกากบาทของกรีก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในยุคก่อนเจดีย์อนันทะ หนึ่งในเจดีย์ที่เลื่องชื่ออีกแห่งของอาณาจักรพุกาม แต่หากมองจากด้านล่างแล้ววัดแห่งนี้มีรูปทรงคล้ายพีระมิด แต่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมของพุกาม


 6.อเพทายนะเจดีย์

 เป็นเจดียวิหารสมัยพุกามตอนต้น ซึ่งนิยมเรือนธาตุทรงเตี้ยและมืดทึบ ด้วยเหตุนี้ หน้าต่างโดยรอบของเจดีย์จึงปิดทึบไปด้วยแผง รูปแบบหน้าต่างเองก็ประดับไปด้วยเคล็กสั้นๆ ตามแบบพุกามตอนต้น ด้านบนปรากฏหลังคาลาดซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเจดีย์ในสมัยพุกามตอนต้น ด้านบนสุดปรากฏเจดีย์ยอดแบบปาละ ซึ่งประกอบด้วยบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม และปล้องไฉนที่ประดับไปด้วยเกล็ด เจดีย์อเพยทนะถือเป็นตัวอย่างสำคัญของเจตีวิหารหรือกู่ในศิลปะพุกามตอนต้น รัชกาลพระเจ้าจันสิตถาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเจติยสถานที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายให้กับพระพุทธศาสนาเถรวาท แต่ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพุทธนิกายมหายานที่เป็นภาพพระโพธิสัตว์ประดับอยู่ภายในเจดีย์อีกด้วย


อะเพทายนะเจดีย์สร้างโดยพระเจ้าจาซิตา โดยมีตำนานกล่าวว่าพระนางอเพยทนะหรืออภัยรัตนาทรงเสด็จมาที่นี่เพื่อพบกับพระเจ้าจันสิตถาในขณะที่ทรงหลบหนีความพิโรธของพระเจ้าสอลู


 7.เจดีย์กอดอพะลิน

เจดีย์กอดอพะลิน (Gawdawpalin Temple) ที่เมืองพุกาม สร้างโดยพระเจ้านรปติสิตู แล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าทีโลมินโล ปี 1227 เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเมืองพุกาม สูงถึง 180  ฟุต สร้างเป็ทรง "กู่" คือมีโถงด้านล่าง เจาะระเบียงโดยรอบ มีมุขใหญ่เป็นเสมือนวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปตามทิศ ด้านบนชั้นสองเป็นโถง บนสุดเป็นพระสถูป เล่ากันว่า พระเจ้านรปติสิตูทรงทระนงว่ามีพระราชอำนาจมากกว่าบรรพชน แต่ต่อมาทรงพระเนตรบอด จึงตระหนักถึงความยะโส และสำนักในความหลงผิดที่ได้กระทำไป


8. วัดสองเจดีย์สองพี่น้อง

วัดที่มีเจดีย์ขนาดใหญ่ 2 องค์สร้างเรียงต่อกัน โดยสองพระธิดา 2 พระองค์ ที่สร้างเจดีย์แข่งกันเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ของพระธิดาผู้พี่สร้างเสร็จก่อนในรูปแบบเจติยวิหารตามแบบศิลปะพุกาม  แต่พระธิดาผู้เป็นน้องมีจิตที่ริษยาผู้พี่จึงไปนำอิฐของเจติยวิหารของพี่สาวมาเสริมไว้กับเจดีย์ของตนเองที่สร้างในรูปแบบเจดีย์ลังกา  ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆัง บริเวณฐานเจดีย์ มีเจดีย์เล็กประดับลดหลั่นกัน 3 ชั้น 4 มุม รวมเป็นเจดีย์ประดับมุมทั้งสิ้น 12 องค์ หากรวมเจดีย์องค์ประธานจะทำให้เจดีย์องค์น้องมีทั้งหมด 13 ยอด  นับเป็นเจดีย์ที่มีความเลื่อนไหลทางด้านงานศิลปะกรรมจากพุกามเคลื่อนสู่ล้านนาที่มีการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมศิลปะกรรม  เมื่อสร้างเสร็จเจดีย์องค์น้องเกิดการเอียงทรุดจึงทำให้ยอดเจดีย์เอียง ไม่สูงเด่นเป็นสง่าเหมือนกับเจดีย์องค์พี่  จึงทำให้เจดีย์องค์พี่มีความสูงกว่าเจดีย์องค์น้องดังปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน


17.30 น. ชมพระอาทิตย์อัสดงเพื่อบันทึกภาพความงดงามของพระอาทิตย์อัสดง  ณ เจดีย์โซมินจีน เจดีย์ขนาดใหญ่  ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างโดยพระโซมินจี จากร่องรอยที่ปรากฏมีการตกแต่งประดับในบริเวณเข็มขัดเจดีย์ด้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายพรรณพฤกษาสีเขียวไข่กางดงามมาก  ใกล้กันเป็นบริเวณที่ใกล้กับตลิ่งแม่น้ำอิระวดี สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกได้ชัดเจนและสวยงามมาก

สมควรแก่เวลา  นำทุกท่านไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน (7)

หากไม่เหนื่อยเกินไปจะนำทุกท่านไปเยี่ยมชมความงดงามของวัดธรรมยาสกา ยามค่ำ


9.วัดธรรมยาสกา วัดแห่งนี้ สร้างพระเจ้านรปติสิทธุ กษัตริย์สมัยพุกามตอนปลาย โปรดให้สร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้น  ลักษณะที่โดดเด่นของเจดีย์องค์นี้ก็คือ การที่เจดีย์องค์นี้อยู่ในผังห้าเหลี่ยม ซึ่งแทนพระอดีตพุทธและอนาคตพุทธในภัทรกัป ด้านหน้าบันไดแต่ละด้านปรากฏกู่ประดิษฐานพระอดีตพุทธและอนาคตพุทธ เจดีย์ทรงระฆังห้าเหลี่ยมถือเป็นลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของเจดีย์องค์นี้ เนื่องจากไม่มีเจดีย์ทรงระฆังองค์อื่นใดอีกเลยในศิลปะพุกามที่สามารถสร้างเจดีย์ในแผนผังแบบพิเศษนี้


นำทุกท่านเข้าสู่ที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ราตรีสวัสดิ์พุกาม







Day 4


06.00 น. อรุณสวัสดิ์พุกาม


06.45 น. รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ณ ห้องอาหารโรงแรม (8)


08.00 น. อำลาพุกามออกเดินทางจากโรงแรมที่พักเพื่อพาทุกท่านไปขึ้นเขาแห่งนัต หรือ ภูเขาดอกจำปา โปปาเมาเทนท์ และเดินทางกลับเมืองมัณฑะเลย์


ระหว่างทางแวะให้ท่านพักผ่อน ดื่มน้ำตาลสด ที่หมู่บ้านทำน้ำตาลสด และน้ำตาลเมา พร้อมเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกตามอัธยาศัย


11.30 น. นำทุกท่านรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (9)


12.30 น. นำทุกท่านออกเดินทางต่อไปยังโปปาเมาท์เท่นท์ เพื่อนำทุกท่านขึ้นยังยอดเขาที่เป็นที่สถิตของนัตที่รักษาเมือง 37 ตน ภูเขาโปปา มีลักษณะสัณฐานที่โดดเด่นมองเห็นได้ในระยะไกล ในบริเวณพื้นที่ราบแต่ภูเขาโปปาแห่งนี้ได้ยกตัวสูงขึ้นท่ามกลางพื้นที่ราบทั่วบริเวณ เหมือนดั่งยอดเขาพระสุเมรุ ที่สถิตแห่งเทพเทวดา  ลักษณะทางกายภาพและภูมิศาสตร์ พรรณพฤกษา ในบริเวณโดยรอบของภูเขาเป็นพื้นที่ๆ ดอกจำปาขึ้นอยู่โดยรอบบริเวณเต็มไปหมด ทำให้มีดอกจำปาสดออกดอกสะพรั่งตามช่วงฤดูกาล จนทำให้เกิดงานภูมิปัญญาในการคิดถนอมรักษาดอกจำปาให้อยู่คงทนสวยงามตลอดไป  คือ การทำจำปาดอง ใส่ขวดขายเพื่อเป็นของที่ระลึกของผู้มาเยือนติดมือกลับไป  และนอกเหนือจากพื้นที่นี้แล้ว ก็ไม่ปรากฏการทำจำปาดองในพม่าอีกเลย


ถึงยังบริเวณทางขึ้นของโปปาเมาท์เท่นท์ นำทุกท่านเดินขึ้นบันไดไปตามเส้นทางเพื่อขึ้นสู่ด้านบนสุดของเขาศักดิสิทธิ์แห่งนี้อันเป็นที่สถิตของนัตที่รักษาเมือง นัตคืออะไร เราจะขยายความให้ท่านได้รู้จักและเรียนรู้ร่วมกันในวันจัดกิจกรรม

14.00 น. นำทุกท่านออกเดินทางเข้าสู่เมืองมัณฑะเลย์


17.30 น. นำทุกท่านแวะเยี่ยมชมการทำทองคำเปลวที่ร้านท้องถิ่นบ้านหัตถกรรมทำทองคำเปลวที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงเคยเสด็จมาทอดพระเนตรเทคนิคการทำทองคำเปลวโดยการตีทองด้วยมือ  การทำทองคำเปลวในเมืองมัณฑะเลย์จัดว่าเป็นศาสตร์และศิลปะชั้นสูงในการทำงานฝีมือแขนงนี้ และจัดว่าเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของพม่าทั้งเป็นของฝาก รวมถึงสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ เนื่องจากทองคำมีคุณภาพดีและนำไปใช้ทำงานได้สะดวก เนื่องจากเนื้อทองคำเรียบละเอียดบริสุทธิ์


จากนั้น   นำทุกท่านไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน (10)

สมควรแก่เวลานำทุกท่านเข้าสู่ที่พัก โรงแรม YI-Link Mandalay  พักผ่อนตามอัธยาศัย ราตรีสวัสดิ์มัณฑะเลย์







Day 5


03.15 น. อรุณสวัสดิ์มัณฑะเลย์  สรีระกิจ


03.45 น.  นำทุกท่านออกเดินทางไปยังวัดมหามัยมุนี เพื่อร่วมพิธีสรงพระพักตร์พระมหามัยมุนี  ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทางวัดได้ปฏิบัติกันมายาวนาน 


พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า และเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คำว่า มหามัยมุนี แปลว่า "ผู้รู้อันประเสริฐ" เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่ มีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์หนัก 6.5 ตัน มีการสร้างบนฐานสูง 1.84 เมตร (6.0 ฟุต) รวมองค์พระมีความสูงทั้งหมดกว่า 3.82 เมตร (12.5 ฟุต) ไหล่กว้าง 1.84 เมตร (6.0 ฟุต) และรอบเอวกว้าง 2.9 เมตร (9.5 ฟุต)


  ก่อนสร้างกษัตริย์ผู้สร้างทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้า เสด็จมาประทานพรให้พระพุทธปฏิมาองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสืบพระพุทธศาสนาไปในภายภาคหน้า โดยในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามัยมุนีนี้ออกจากเมืองได้ ต้องมีเหตุให้ขัดข้องทุกครั้งไป จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบองสามารถตียะไข่ได้ และได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่ได้ในปี พ.ศ. 2327 โดยล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีมายังเมืองมัณฑะเลย์ พระมหามัยมุนีจึงได้มาประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์เป็นการถาวรนับแต่นั้นเป็นต้นมา


  ด้วยความเชื่อว่าพระพุทธมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต ด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร หรือบางตำนานก็กล่าวว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวายโดยทุกเช้าในเวลาประมาณ 04.00 น  พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนที่ถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท แล้วนำกลับคืนแก่สาธุชนผู้นั้นไปบูชาต่อ พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดี เสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่


จากนั้น  นำทุกท่านเดินทางกลับเข้าสู่โรงแรมที่พัก เพื่อรับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (11)


07.45 น. เช็คเอาท์นำทุกท่านออกเดินทางไปยัง หมู่บ้านมินตาสุ  เป็นชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ ในอดีตเป็นทีป่ระทับของเจ้านายเชื้อพระวงศ์บ้านพลูหลวง ที่ถูกเทครัวกวาดต้อนจากกรุงศรีอยุธยามาพักอาศัยกันอยู่ในย่านนี้  คำว่า มินตา แปลว่า เจ้าชาย สุ แปลว่า รวม ตีความตามรูปแบบภาษา หมายรวมว่าเป็นที่รวมของเชื้อสายว่านเครือของเจ้านายหรือพระราชวงศ์   ภายในชุมชนมีวัดใหญ่ประจำชุมชนคือวัด มหาวาลุกะ มินตาสุ  ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนโยเดียที่พักอาศัยอยู่ในย่านชุมชนนี้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันคนโยเดียเหล่านี้จะกลายเป็นคนพม่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ก็ยังคงมีประเพณีทางวัฒนธรรมไทยที่ยังหลงเหลือรักษาอยู่คือ การก่อพระเจดีย์ทราย ในวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี  หลังจากที่มีการก่อเจดีย์ทรายในแต่ละปี ก็จะทำการเทปูนฉาบทิ้งไว้จนกว่าจะเวียนกลับมาถึงช่วงสงกรานต์ในปีถัดไปก็จะรื้อเอาเจดีย์เก่าออกแล้วสร้างใหม่ขึ้นมาแทน  ซึ่งประเพณีนี้จะปรากฏอยู่ในชุมชนโยเดียโบราณ 2- 3 แห่ง เพียงเท่านั้น  อาทิ มินตาสุ  สุขะ (มัตตะยะ) เป็นต้น  นำทุกท่านเข้าเยี่ยมชมชุมชนพร้อมสักการะพระเจดีย์ทรายและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด

สมควรแก่เวลานำทุกท่านออกเดินทางต่อไปยังสุสานลินซินกอง ที่สุสานแห่งนี้เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เนื่องด้วยสันนิษฐานกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร หรือพระมหาเถระอุทุมพร อดีตพระมหากษัตริย์ เมืองอยุธยา ที่ถูกกวาดต้อนมาหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๓๑๐  หลังจากที่พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ เจ้าพม่าได้ทำพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพและนำพระบรมอัฐิมาบรรจุไว้ยังสุสานแห่งนี้ ซึ่งจากการขุดค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบพระพุทธรูปที่มีลักษณะร่องรอยแบบโยเดีย  บาตรแก้ว และผ้าจีวรที่ห่อคลุมบาตรแก้วที่มีการประดับกระจกอันงดงาม พร้อมกระดูกบุคคล จึงทำให้เกิดการสันนิษฐานว่าเป็นพระบรมอัฐิของพระมหาเถระอุทุมพร จากนั้นยังมีการขุดค้นและหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่อมา พร้อมการบูรณะพื้นที่สุสานแห่งนี้ให้มีสภาพที่ดีขึ้นเพื่อให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสมาสักการะบรรพชนไทยที่ถูกกวาดต้อนมายังมัณฑะเลย์ - อังวะ


สมควรแก่เวลา นำทุกท่านออกเดินทางไปพักผ่อนเลือกชมเลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกกันที่ สะพานไม้อูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจาะตอจี้ ซึ่งอยู่อีกฟากของทะเลสาบ ตั้งอยู่ที่อมรปุระ ก่อนจะเข้าถึงตัวเมืองมัณฑะเลย์ มีความยาว 1.2 กิโลเมตร (0.75 ไมล์) สร้างขึ้นเมื่อราวปี ค.ศ. 1850 และเชื่อว่าเป็นสะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก สะพานสร้างจากไม้สักที่เหลือจากการรื้อพระราชวังเก่ากรุงอังวะ เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากอังวะ มายังอมรปุระ จำนวน 1,086 ต้น ชื่ออู้เบนนั้นเป็นชื่อของขุนนางที่มีนามว่า "อูเบียน" ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่เป็นแม่กองงานสร้าง สะพานเป็นทางผ่านสำคัญสำหรับคนในท้องถิ่นและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นช่วงที่น้ำในทะเลสาบมีระดับสูงสุด


จากนั้น  นำทุกท่านไปรับปประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (12)

สมควรแก่เวลานำทุกท่านออกเดินทางไปยังสนามบินมัณฑะเลย์ เพื่อเตรียมตัวก่อนเช็คอิน


14.50 น. ออกเดินทางจากสนามบินมัณฑะเลย์ โดยสายการบิน Myanmar Airways เที่ยวบิน 8M362 กลับประเทศไทย


17.10 น. ถึงยังสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความสุขและความประทับใจจากการเดินทางเรียนรู้ร่วมกัน

แพ็คเกจทัวร์

5

วัน

4

คืน

Overview

เลขที่ใบอนุญาต

11/11626

ประเทศ

MYANMAR

ดำเนินการจัดการท่องเที่ยวและโปรแกรมโดย

พิพิธเพลินใจ แทรเวล

กำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

Simple Visit Bhatan

4

Night

5

Day

Simple Visit Bhatan

BHUTAN
Variety Trip for all countries

4

Night

5

Day

Variety Trip for all countries

MALAYSIA
Variety Trip for all countries

3

Night

4

Day

Variety Trip for all countries

MALAYSIA

NEWEST TRIP

bottom of page